Cut Scene 1/6/54 [Alastor],[Illen]

posted on 01 Jun 2011 15:14 by wodthailand
Alastor's Cut Scene
 
 
Reversed History

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น   ชายร่างผอมบางวางถาดเปล่าที่ถืออยู่  แล้วเดินไปที่ต้นเสียงอย่างช้าๆ
“ฮัลโหล ที่นี่บ้านคุณมอร์เฟอุส ต้องการเรียนสายกับผู้ใดครับ” เซบาสเตียนกล่าว
.......เสียงปลายสายดังขึ้น....



เมื่อ เซบาสเตียนเดินถือถาดเปล่ามาที่ห้องอาหาร  อลาสเตอร์เพิ่งจะเสร็จจากอาหารเช้า  บนโต๊ะอาหาร “เดอะ เฮราด” เล่มเช้าวันอาทิตย์  ถูกวางไว้ใกล้ๆกับจานขนมปังและถ้วยชาที่ว่างเปล่า   
“คุณ อลาสเตอร์ครับ  คุณแอสโตร แจ้งว่า พบนาฬิกาโบราณ ถูกซ่อนอยู่ในทางใต้ดินใต้ป้อมปราการแล้วครับ  เขากำลังจะส่งมันมา คาดว่าคงถึงพรุ่งนี้”

--------------------------------------------------------------------

อลาสเตอร์ จ้องมองนาฬิกาโบราณที่เพิ่งถูกส่งมา  ตัวเรือนทำด้วยไม้วอลนัท แกะสลักลวดลายแบบวิคตอเรียน ตัวเรือนมีสภาพทรุดโทรม ตามกาลเวลา  แต่ไม่มีร่องรอยความเสียหายอื่นๆ   เวลาบนนาฬิกาหยุดนิ่งที่ 11.32  เขามองมันอย่างถี่ถ้วน และพอใจกับสิ่งที่เห็น
“เพราะแบบนี้สินะ แกถึงยังอยู่   ถ้าฉันเอามาซ่อมใหม่  คงจะไม่มีปัญหา”  อลาสเตอร์พึมพำ  ก่อนที่เขาจะเดินออกไป



......อลาสเตอร์เดินมารับโทรศัพท์ 
“ได้ยินว่ามีคนบุกรุกบ้านคุณ เมื่อวันก่อน?” เสียงปลายสายมาจากเควนติน มอเรตติ เพื่อนที่เขาเจอที่ไชน่าทาวน์เมื่อครึ่งปีก่อน
  “อะไรนะ  คุณไปได้ยินมาจากใหน”
“ผมเห็นข่าวว่าบ้านคุณโดนถล่มเละ และเห็นบอกว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อยสองราย”
อลาสเตอร์นิ่งไปครู่หนึ่ง  แล้วตอบกลับไป
“ผมไม่รู้ว่าคุณกำลังพูดถึงเรื่องอะไร ขอผมตรวจสอบดูก่อน ว่าแต่พรุ่งนี้คุณสะดวกใหม ผมมีอะไรจะให้คุณดูซะหน่อย...”

------------------------------------

 แสง อาทิตย์ยามเย็นสาดให้เห็นร่างของคนสองคน ยืนอยู่หน้าคฤหาสน์มอร์เฟอุส  ทั้งสองจ้องมองนาฬิกาข้อมือของตน  ซึ่งกำลังเดินถอยหลังอย่างรวดเร็ว เมื่อวันที่ บนเรือนถูกเลื่อนมาเป็นวันก่อนหน้า  ทุกอย่างก็หยุดลง
ทั้งสองเดินเข้าไปในบริเวณคฤหาสน์
เมื่อ พวกเขาเปิดประตูหน้าเข้าไปข้างใน กลับพบว่าในบ้านนั้นค่อนข้างมืด  แทบมองไม่เห็นอะไรเลย   ชายคนหนึ่งขยับมือเล็กน้อย  อยู่ๆไฟในห้องโถงก็สว่างขึ้น
สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าของพวกเขาทั้งสองคือ นาฬิกาโบราณที่วางอยู่ใจกลางบ้าน ราวกับถูกตั้งรอพวกเขาอยู่  หน้าปัดของมันถูกแก้ไขซ่อมแซมอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน    มีใครบางคนอยู่ที่นั่นด้วย    อย่างไม่ทันตั้งตัว ความสงบเยือกเย็นเมื่อครู่ก็ถูกแทนที่ด้วยความกลัวและความดีใจผสมปนเปเข้า จู่โจมในจิตใจ 



ขณะที่ทำการปิดกระจกหน้าปัดลง  อลาสเตอร์รู้สึกเหมือนมีคนจ้องมองอยู่   มีใครคนอื่นอยู่ที่นี่ด้วย
เขาหันหลังกลับไปดู  ก็เห็นชายแปลกหน้าสองคน ทั้งสองต่างหันปืนพกมาที่อลาสเตอร์
อลาสเตอร์รู้ดีว่าคนพวกนี้คงมาที่นี่เพราะนาฬิกาเรือนนี้   และคงจะฆ่าเขาเพื่อให้ได้มันไป 
เมื่อ อลาสเตอร์ พยายามที่จะควบคุมจิตใจชายทั้งสอง  เขารู้สึกเหมือนสติล่องลอย  ชายคนหนึ่งพูดอะไรบางอย่าง ซึ่งเขาได้ยินไม่ชัดเจน  ทันใดนั้นเสียงปืนก็ดังขึ้น  กระสุนเฉียดแขนของอลาสเตอร์ไปหน่อย.....    แล้วทุกอย่างก็ดับมืดลง

--------------------------------------------------------------------------------

เสียง ปืนดังสนั่น  แม้เควนติน มอเรตติ จะรู้จักอลาสเตอร์ มอร์เฟอุส ในฐานะนักธุรกิจธรรมดาคนหนึ่ง  เขาก็มั่นใจว่า อลาสเตอร์เป็นคนพิเศษกว่านั้น  มีอะไรบางอย่างเกี่ยวกับชายคนนี้   เควนตินพุ่งเข้าช่วยชีวิตอลาสเตอร์จากกระสุนสังหาร   
ส่งผลให้เควนติ นเองกลับเป็นฝ่ายรับกระสุนแทน  ร่างของเขาล้มลงไปพร้อมๆกับอลาสเตอร์  ก่อนที่จะหมดสติ  เขายังมีคำถามหลายอย่างวนเวียนในใจ  เขาเริ่มไม่แน่ใจว่า อลาสเตอร์อาจจะสะกดจิตเขาให้มารับกระสุนแทนหรือเปล่า  เพราะ  ก่อนหน้านี้อลาสเตอร์ก็ได้พยายามสะกดจิตคนเหล่านี้มาทีแล้ว
เสียงนาฬิกาตีบอกเวลา ดังสนั่น ซ้ำแล้วซ้ำอีก 
เควนตินรู้สึกหัวหมุนติ้ว ร่างของเขาชาไปเพราะพิษบาดแผล มือของเขาเริ่มหมดเรียวแรง จนไม่สามารถจับปืนคู่ชีพได้อีก



นาฬิกาตีส่งเสียงอย่างต่อเนื่อง   ครั้งที่ 7     ครั้งที่ 8    ครั้งที่ 9......   อีกไม่นานทุกอย่างจะจบลง…
ร่าง ที่ได้รับบาดเจ็บ ดิ้นทุรนทุราย  ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด อยู่เบื้องหน้านาฬิกาที่กำลังทำงาน     แต่ทันใดนั้นเอง เขาเหมือนจะได้สติกลับคืนมา  มีพลังบางอย่างส่งผ่านร่างกายที่อ่อนแรงนั้น  เขาค่อยๆรวบรวมสติมองไปรอบๆ  เห็นทั้งสองยังคงยืนอยู่ที่เดิม   แม้จะรู้ตัวว่าไม่รอด แต่เขาก็ดิ้นรนครั้งสุดท้าย หยิบปืนที่ตกอยู่ ชี้ไปทางร่างของชายคนหนึ่งซึ่งหันหลังอยู่ไม่ระวังตัว  พร้อมกับลั่นไกเป็นครั้งสุดท้าย

-------------------------------------------------------

บทส่งท้าย

“คุณว่ามีใครบางคนพยายามจะช่วยพวกเรา งั้นหรือ?”  เควนตินถามย้ำอีกครั้งหลังจากแทบไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“ไม่ ใช่ “จะ” แต่ช่วยแล้ว   อย่างน้อยก็หนึ่งครั้ง เท่าที่ผมรู้” เควนตินตอบโดยที่ยังไม่ละสายตาจากนาฬิกาปริศนาที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งเข็มหน้าปัดหยุดนิ่งไว้ที่ 11.32 น.
“ผมนึกว่าคุณซะอีก ที่เป็นคนสะกดจิตพวกนั้นให้ออกไปข้างนอก   หรือคุณบอกว่าคนอื่นเป็นคนทำ”
“เปล่า เรื่องนั้นผมทำเองแหละ ครูจิตวิทยาผมเป็นคนสอนเทคนิคนี้เอง” อลาสเตอร์โกหกหน้าด้านๆ
"แล้ว นาฬิกานั่นอีก  สรุปว่าเพราะนาฬิกานั่น  ทำให้พวกนั้น......  " เควนตินไม่รู้ว่าจะบรรยายสิ่งที่เขา เห็นอย่างไร   "กลายเป็นแบบนั้น...."
อลาสเตอร์พยักหน้ารับ  พร้อมกับเิริ่มเดินสำรวจรอบๆนาฬิกา
 “....แต่ คุณบอกว่า  เมื่อวันอาทิตย์มีคนทำร้ายคุณ และเผาบ้านคุณ  แล้วพวกมันก็มาอีก แต่ในครั้งที่สองพวกเขาไม่ได้เผาอย่างงั้นเหรอ....นั่นมันหมายความว่ายังไง”
“พวก นั้นไม่ได้มาสองครั้ง” อลาสเตอร์เริ่มเหนื่อยใจที่จะอธิบาย  “ในอดีตที่ถูกเปลี่ยนแปลง  พวกผู้บุกรุกได้มาที่นี่ก่อนแล้ว   แต่สิ่งที่เรารับรู้ว่าเกิดขึ้น  คืออดีตถูกสลับสับเปลี่ยนต่างหาก”

เควนตินเอ่ยปากเหมือนจะถามอะไรต่อ   แต่อลาสเตอร์ก็เดินหนีออกไปจากห้องเสียก่อน  ไม่ปล่อยให้เขาได้มีโอกาส
 
========================================================
 
Illen's Cut Scene
 
"ดาห์เลีย ว่างไหม...ไปธุระในเมืองกับผมหน่อยสิ" อิลเลนถาม
"ไม่ไปได้ไหมล่ะ ?" ดาห์เลียละมือจากงานที่ทำอยู่หันมามองหน้าเขา
"เอ่อ..." เขาอ้ำอึ้ง
"ถ้าจะให้ชั้นไปก็ไม่ต้องถาม ถ้าถามนี่หมายถึงว่าชั้นเลือกที่จะไม่ไปได้ แต่นี่ดูเหมือนคุณยังไงก็จะให้ฉันไปด้วย" ดาห์เลียร่ายยาวใส่อิลเลน ก่อนที่จะลุกจากเก้าอี้ไปหยิบกระเป๋า
 
วันนี้เธอใส่ชุดกระโปรงสีเทา เสื้อเสว็ตเตอร์สีชมพู ทับเสื้อเชิ๊ตสีขาว หน้าตาคม ผมลอนยาวสีแดงธรรมชาติ
 
อิลเลนยืนนิ่งไปสักพักเหมือนกับถูกคาถาสะกดนิ่ง เวลาเหมือนจะหยุดหมุน 'เพื่อนคุณน่ารักนะคะ น่าเสียดายแย่ถ้าปล่อยให้ใครไป' เสียงของอลิซดังขึ้นมาในหัว พร้อมแว่วเหมือนเสียงหัวเราะของเด็ก
 
"จะยืนจ้องฉันอีกนานไหม ชุดนี้สวยล่ะสิ ดีแล้วที่คุณตาถึง" ดาห์เลียยืนเท้าเอวรอเขาอยู่
อิลเลนกลับมาพูดได้อีกครั้ง "สวยสิ คุณน่ะเป็นคนสวยที่จะเป็นโสดเพราะนิสัยปากร้ายนั่นล่ะ" เขาพูดพร้อมหอบกระเป๋าใบสีเหลืองใหญ่ไปด้วย
"นั่นคุณจะแบกกระเป่านั่นไปทำไมน่ะ อย่าบอกนะว่าคุณจะไปหาซิลวิโอที่ไชน่าทาวน์"
"ก็ใช่น่ะสิ คุณนึกว่าผมจะชวนคุณไปเดทหรือยังไง"
ดาห์เลียถอนหายใจ "...ไปกันเถอะ..." และเดินไปทางประตูสำนักงาน ไม่ทันที่จะเห็นอิลเลนยิ้มจางๆ
 
...ไชน่าทาวน์...
 
"มาที่นี่กี่ครั้ง ก็ดูเหมือนว่าจะมีของแปลกๆมาขายทุกครั้งเลยนะ" ดาห์เลียเดินดูแผงขายของระหว่างทาง
"ก็จริงนะ แต่ผมชอบของกินที่นี่นะ เดี๋ยวหลังจากจัดการธุระเสร็จมานั่งหาอะไรกินกันเถอะ"
"ก็ดี แต่อย่าชวนฉันกินอะไรแปลกๆนะ มัน...น่าขยะแขยง" ดาห์เลียพูดเมื่อเดินผ่านแผงขายแมลงทอด
 
วันนี้คนในตลาดดูเหมือนจะพลุกพล่านเป็นพิเศษกลิ่นเครื่องหอมลอยทั่วบริเวณ อิลเลนเดาได้เลยว่าเขาจะต้องมีงานไหว้อะไรสักอย่างแน่ๆ หนึ่งในเรื่องที่เขาทึ่งคือคนเอเซียในย่านนี้หาเทศกาลมาไหว้ขอพรได้เป็นประจำ
 
เขาสะกิดอาแปะแถวนั้นแล้วถามอะไรบางอย่างด้วยภาษาจีน ก่อนที่จะได้รับคำตอบกลับมาเป้นภาษาจีนเช่นกัน
 
"ที่คุณพูดภาษาจีนได้ด้วยเหรอ" ดาห์เลียแทบจะทำหน้าตาประมาณว่า 'ไม่น่าเชื่อ' ออกมาเลย
"มีอีกหลายเรื่องที่คุณยังไม่รู้ ผมเก่งนะ" อิลเลนยิ้ม "ผมถามเขาว่าวันนี้มีเทศกาลไหว้อะไร"
"แล้วเขาไหว้อะไรกันล่ะ"
"ไหว้วิญญาณคนตายทั่วๆไปแบ่งส่วนบุญให้พวกเขาได้ไปเกิดไม่ต้องเร่..." อิลเลนหยุดพูด แล้ววิ่งออกไปทันที
 
"แฟรงค์ !! แฟรงค์!!" เขาตะโกน ก่อนที่ดาห์เลียจะจับแขนเขารั้งไว้
"เป็นอะไร คุณเจอใคร" ดาห์เลียถาม ท่าทางตกใจในท่าทีของอิลเลน
"คู่หูเก่าผม ผมเห็นเขาเดินอยู่ในฝูงคนตรงนั้น แล้วพอผมตะโกนเรียก เขาก็เหมือนหายไปแล้ว"
"แฟรงค์...ใช่คู่หูของคุณที่คุณบอกว่าเขาตายไปแล้วหรือเปล่า"
อิลเลนพยักหน้ารับ
"แน่ใจนะว่าคุณเห็นเขา ไม่ใช่เห็นภาพหลอน"
"ไม่แน่ใจ...ผมไม่แน่ใจ"เขาส่ายหน้าและออกเดินต่อ
 
อิลเลนมั่นใจว่าเขาเห็นอะไร ซึ่งนั่นก็คือแฟรงค์แน่ๆ แต่แฟรงค์ตายไปแล้ว แล้วที่เขาเห็นนั่นมันคืออะไร ''อลิซ' หรือ 'ฮันน่าห์' เล่นตลกกับเขาหรือเปล่า ... ความคิดเขาสับสนไปหมด
 
เข้ามาในบาร์ "แฟต โทนี่" ทุกคนให้ความสนใจในการมาของเขามากจนทุกสายตาในบาร์แทบจะมองมาในทางเดียวกัน ... อันที่จริงแล้วพวกเขาน่าจะมองดาห์เลียมากกว่า
 
"โอ้ เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นหน้าแกแล้วรู้สึกเบิกบานนะเนี่ย" ซิลวิโอหัวเราะ และจับมือดาห์เลีย ก่อนก้มลงจูบที่หลังมือ
"นี่คือเหตุผลที่คุณพาฉันมาด้วยใช่ไหม" ดาห์เลียกระซิบถามอิลเลน
"ก็...ไม่เชิง... โอ้ย !! "เขากระซิบตอบ ตามด้วยส้นสูงของดาห์เลียที่กระแทกลงที่เท้าของเขาอย่างจัง
 
ซิลวิโอเดินนำคนทั้งสองผ่านประตูด้านข้างเข้าไปในส่วนของออฟฟิศเขาทิ้งลูกน้องสองคนเฝ้าไว้ที่ประตูเสมอ
 
ซิลวิโอขยับเก้าอี้ให้ดาห์เลียนั่ง ก่อนที่จะขยับตัวอวบๆของเขาไปนั่งด้านตรงข้าม ทันทีที่อิลเลนสะกดความเจ็บไว้ได้เขาก็เขยกไปนั่งลงข้างๆดาห์เลีย
 
"มีอะไรในกระเป๋านั่น" ซิลวิโอ มองมายังกระเป๋าสีเหลืองที่เขาแบกมาด้วย
อิลเลนวางกระเป๋าลงบนโต๊ะและเปิดออกให้เห็นของด้านใน
"AWP .308 Winchester และ SMG P5K 10mm" เขาพูดและพิจารณาปืนในกระเป๋า
ซิลวิโอวางปืนลง เอนหลังพิงเก้าอี้ "ของพวกนี้ติด RFID นายไปได้มายังไง"
"ข่าวเร็วๆนี้เกี่ยวกับเมืองไฟไหม้..." อิลเลนพูดยังไม่ทันจบ ซิลวิโอก็ยกมือให้รู้ว่าพอแล้ว
"โอเค งั้นเข้าใจแล้ว ฉันก็ได้ข่าวมาเหมือนกัน...โอเค แล้วทีนี้ไอ้ปืนพวกนี้จะให้ฉันทำอะไร"
"ปลด RFID, เทรดอิน, หรือแลกปืนอื่น อะไรก็ได้ ปืนพวกนี้เหมือนค่าจ้างของฉัน ดังนั้นทำอะไรก็ได้ให้ฉันใช้งานมันได้ เท่านั้นเอง" อิลเลนชี้แจง
 
"อืม ได้ไม่ยากเกินไป แต่ฉันจะได้อะไรตอบแทน" ซิลวิโอถาม
อิลเลนหยิบดาบที่ถูกห่ออยู่ในเสื้อคลุมสีดำออกมายื่นให้ซิลวิโอ
"โอโห งานที่แล้วแกจัดการไปสนุกมือเลยนะน่ะ" ซิลวิโอยิ้มเมื่อมองดาบยาวที่มีลวดลายแกะสลักอยู่
"ก็นิดหน่อย อันนี้ได้มาจากเพื่อน" อิลเลนยิ้มจริงใจ แต่ซิลวิโอกลับขมวดคิ้วมองเขา
"ก็พอไหว เหมาะกับของสะสมของฉันพอดี ขอเวลาสัก 2-3 วันเดี๋ยวจะติดต่อกลับไป" ซิลวิโอโบกมือเป็นสัญญานว่ากลับไปได้แล้ว
 
 
==================================================

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet