[Session] 18/6/54 GM : Quentin

posted on 19 Jun 2011 09:53 by wodthailand

Chapter 4 – Hecter      18/6/2011

 

ในช่วงเวลาเดียวกับที่เหตุการณ์วิกฤตจากธรรมชาติกำลังเกิดขึ้นทั่วโลก  ทีมนักสืบ ประกอบด้วย 4 คน   Illen (Saming) นักสืบเอกชน และฮันเตอร์แห่ง Lucifuge    Karen (Blanket_Ghost) นักศึกษาผู้เห็นวิญญาณ        Roid Clive (Roid) นักโปรแกรมเมอร์ และฮันเตอร์แห่ง Network Zero  และ Joe Black ชาวนาปริศนา ได้รับการติดต่อจาก Alaster Morpheus (Quentin) หัวหน้าสมาคมสืบสวนเรื่องลึกลับ ให้เข้าประชุมเพื่อรับทราบข่าวคราวเกี่ยวกับการสืบหาความหมายของอักขระจากหินศักดิ์สิทธิ์ที่พบในตอนเหนือของนอร์เวย์

 

เมื่อพวกเขามาถึงคฤหาสน์ของมอเฟอุส  ทั้งสี่ได้รู้จักกับ Andreas Demas อาจารย์ของไมค์ และ Quentin Morretti บอดี้การ์ดรับจ้างของอลาสเตอร์

 

อลาสเตอร์ได้นำบันทึกโบราณ ที่ Demas พบในซากโบราณสถานในอียิปต์ มาให้แก่ทีมนักสืบ  เอกสารดังกล่าวเกี่ยวข้องกับปีศาจที่ชื่อว่า MurMur ซึ่งคาดว่าเป็นปีศาจที่เฮคเตอร์  อัศวินของโรมัน ได้ปลุกขึ้นมาและใช้อำนาจของปีศาจดังกล่าวเปลี่ยนตนเองให้กลายเป็นแวมไพร์   Demas แจ้งให้ทุกคนทราบถึงสองเรื่องสำคัญ ประการแรกคือ ข้อมูลที่เขาได้มานั้น มาจากสายคนหนึ่งในสเปน และเขาก็กำลังจะไปพบสายคนนี้อีกครั้งในอาทิตย์หน้า   ส่วนอีกเรื่องคือ ทาง UNODC ซึ่งมีสำนักงานในกรุงวอชิงตัน  ต้องการความช่วยเหลือจากทีมนักสืบเพื่อทำการคุ้มกันการขนส่งหินศักดิ์สิทธิ์ ที่ถูกค้นพบตามที่ต่างๆทั่วโลก

 

ทีมนักสืบตัดสินใจแบ่งเป็นสองกลุ่ม โดย Karen กับ Illen จะเดินทางไปที่วอชิงตันเพื่อทำภารกิจคุ้มกันหิน  ส่วน Joe กับ Roid จะคอยอยู่เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับปีศาจและเตรียมการเดินทาง

 

ในช่วงเวลาดังกล่าว  Joe และ Roid ได้อาศัยอยู่ในคฤหาสน์ของอลาสเตอร์ และสนใจนาฬิกาโบราณเรือนใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางห้องโถงของบ้าน  แต่แม้พวกเขาจะพยายามอย่างไร ก็ไม่สามารถรู้ได้ว่า นาฬิกานี้ทำงานอย่างไร และด้วยเหตุผลอะไร อลาสเตอร์ถึงนำมันมาไว้กลางบ้าน  Roid พยายามที่จะค้นหาอุปกรณ์เพื่อใช้สำหรับการติดตามที่อยู่ของชายลึกลับที่ชื่อว่า FactFinder ผู้ซึ่งรู้ความลับเกี่ยวกับบันทึกโบราณ และหินศักดิ์สิทธิ์   เพื่อการนี้ เขาได้ติดต่อให้มาเฟีย ซิลวีโอ ช่วยหาอุปกรณ์ดังกล่าวให้

 

ขณะเดียวกัน  Karen กับ Illen ได้เข้าพบกับผู้อำนวยการของ UNODC และได้รู้ว่า แท้จริงแล้วเขาเป็นหนึ่งในผู้นำของ Ascending One   ทั้งคู่ได้รับมอบหมายให้ไปทำภารกิจคุ้มกันหินศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังเดินทางมาจากเซี่ยงไฮ้  มายังสำนักงาน UNODC   ภารกิจนี้ทำให้ Illen ได้รับบาดเจ็บหนัก แต่ก็รักษาหินไว้ได้ จากกลุ่มคนลึกลับที่พยายามขโมยหินไป

 

เมื่อถึงวันเดินทาง อลาสเตอร์ได้ มอบหินศักดิ์สิทธิ์ที่เขามีให้แก่ Illen เพื่อให้เก็บรักษาไว้   ทั้งหมดซึ่งประกอบด้วย Demas เป็นผู้นำทีม  ได้พาทีมนักสืบทั้งสี่ มุ่งหน้าสู่สเปน   เมื่อไปถึง Roid ขอตัวไปสำรวจจุดนัดพบโดยลำพัง  ส่วน Illen ได้สังเกตเห็นหญิงคนหนึ่งที่เขาเคยพบที่นอร์เวย์  และพยายามติดตามเธอไป  แต่ก็ไม่ทัน   โดยไม่รู้สึกตัว  ทั้ง Joe Illen และ Karen ได้หลุดเข้าไปในมิติของเหล่า Fay  และเผชิญหน้ากับ เหล่าสิ่งมีชีวิตประหลาดที่พยายามจับทั้งสามไปเป็นทาส   ด้วยความช่วยเหลือของ Changeling ตนหนึ่ง  ทั้งสามได้พยายามหนีออกมาผ่านกระจกที่ทะลุระหว่างโลกของ Fay กับโลกของพวกเขา

 

เมื่อกลับมาอย่างปลอดภัย  Demas บอกให้พวกเขารู้ว่า เหตุการณ์แบบนี้ปกติไม่น่าเกิดขึ้น  บางที หินศักดิ์สิทธิ์ที่ Illen ได้รับมาจากอลาสเตอร์ อาจเป็นสาเหตุให้เกิดเรื่องผิดปกตินี้ก็เป็นได้  Roid ได้กลับมาพบกับทุกคนและนำพวกเขาไปยังจุดนัดพบซึ่งเป็นผับแห่งหนึ่งในเมือง  โดยระหว่างที่เขาสำรวจพื้นที่นั้น  เขาได้พบกับชายคนหนึ่งที่เป็นมนุษย์หมาป่า แต่เขาไม่รู้ตัว

 

 

เมื่อมาถึงผับ Demas กับ Roid จึงเข้าไปข้างในและพบกับคอมพิวเตอร์วางไว้อยู่  FactFinder ทำการติดต่อกับทั้งสองผ่านทางคอมพิวเตอร์ตัวนี้   FactFinder เล่าให้พวกเขาฟังว่า อักขระบนหินเหล่านี้ มีปรากฏอยู่เช่นเดียวกันในเมืองแซกตัน ทางตอนใต้ของอังกฤษ   และพวกเขาควรจะไปพบกับชายคนหนึ่งที่อยู่นอกเมืองหากพวกเขาคิดที่จะไปที่แซกตัน

 

ระหว่างนั้น ทั้ง Joe  Illen และ Karen ซึ่งรออยู่นอกผับ  ได้เจอกับมนุษย์หมาป่าจำนวนหนึ่งบุกเข้ามาโจมตีพวกเขา เพื่อเอาหินศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในตัว Illen   ทั้งสามต่างพยายามที่จะหนีและเอาตัวรอด   Roid ซึ่งได้รับเมสเสจเกี่ยวกับการจู่โจมของกลุ่มหมาป่า จึงได้หนีมาที่รถพร้อมกับ Demas  เหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้ Roid และ Karen ต่างก็ได้รับบาดเจ็บหนัก แต่ทั้งหมดก็หนีไปได้

 

เมื่อกลับมาถึงที่พัก  อลาสเตอร์ได้โทรมาหาทีมนักสืบและได้รู้ข้อมูลเกี่ยวกับเมืองแซกตัน  เขาแจ้งให้ทุกคนทราบว่าเขาและทีมนักสืบคนอื่นๆ จะเดินทางไปยัง UNODC เพื่อรับมือกับภารกิจการคุ้มกันหิน

 

ในวันรุ่งขึ้น ทั้งหมดออกเดินทางมาตามที่ FactFinder บอกไว้  ที่นั่นเขาได้พบกับ Migel และ Andrian สองสามีภรรยา ที่เคยอยู่ที่แซกตัน   Andrain เป็นจิตรกรวาดภาพที่มีความสามารถพิเศษคือการมองเห็นเหตุการณ์อนาคตและลางบอกเหตุผ่านความฝันของเขา   ทั้งสองเล่าว่าได้หนีจากแซกตันเมื่อประมาณสองปีที่แล้ว   แม้เดี๋ยวนี้ Andrian ก็ยังเห็นลางนิมิตเกี่ยวกับเมืองนั้นอยู่

 Andrian ได้เล่าความฝันของเขาว่า ปีศาจที่ชื่อว่า MurMur จะเดินทางกลับไปยังแซกตัน และตามล่าเพื่อสังเวยวิญญาณของเหยื่อหกคนที่ถูกล่อลวงเข้าไปในเมือง  เมื่อทำสำเร็จ เมืองแซกตันจะกลายเป็นประตูสู่นรกและนำ เหล่ากองทัพของ MurMur ขึ้นมายังบนโลกใบนี้

 

Illen และ Demas ได้รับแจ้งข่าวเกี่ยวกับเหตุวินาศภัยกับสำนักงานของ UNODC ซึ่งถล่มลงไปในหลุมใต้ดิน  ขณะเดียวกัน Illen ก็ได้รับแจ้งเกี่ยวกับการตื่นขึ้นของ Hecter  เมื่อปรึกษากันแล้ว ทั้งหมดตกลงที่จะเดินทางไปยังวอชิงตัน ดีซี  อีกครั้งเพื่อเข้าร่วมในการกู้ภัย

 

ที่วอชิงตัน ดีซี  ทีมนักสืบได้พบกับหลุมขนาดใหญ่ซึ่งตึกทั้งตึกจมหายไป   ทั้งหมดลงความเห็นว่าหมดหวังที่จะตามหาอลาสเตอร์เจอ   ขณะเดียวกันนั้นเอง Illen ได้พบกับ Hannah  เธอ มาเตือนเขาให้ระวังชายที่ชื่อ Patrick Klavious ไว้ให้มาก   ทีมนักสืบตกลงใจจะเดินทางกลับไปที่คฤหาสน์ของอลาสเตอร์ เพื่อหาเงื่อนงำสุดท้ายจากนาฬิกาโบราณ  ส่วน Karen ขอตัวแยกจากทีมออกทางไปหา Lecette

 

เมื่อมาถึงคฤหาสน์ พวกเขาได้พบจดหมายซ่อนในนาฬิกา ที่อลาสเตอร์เขียนขึ้น  อลาสเตอร์ได้เปิดเผยว่าตนเองเป็น Mage ที่พยายามค้นหาการมีชีวิตอมตะ  การค้นพบนำไปสู่ความจริงที่ว่า ชีวิตอมตะของ Hecter นั้น แท้จริงเกิดจากพลังของปีศาจที่ชื่อว่า MurMur ซึ่งได้ถูกปลดปล่อยจากการกักขัง  ปีศาจตนนั้นกำลังจะกลับไปนำเหล่าสมุนออกมาผ่านทางช่องมิติที่ถูกเปิดออก   อลาสเตอร์ได้ขอให้พวกเขานำ นาฬิกาซึ่งเป็น enchanted artifact  ไปยังแซกตันเพื่อทำการแก้ไขวิกฤตในเมืองดังกล่าว  ก่อนที่ MurMur จะตามล่าเหยือบูชายันทั้งหมดได้ก่อน

 

ระหว่างนั้น  Hecter ได้ปรากฏตัวขึ้นและบอกให้ทีมนักสืบมอบหินศักดิ์สิทธิ์ให้กับเขา  Illen ประเมินว่าพวกตนคงสู้แวมไพร์ตนนี้ไม่ได้แน่นอน จึงยอมมอบหินให้แต่โดยดี     ทว่า Hecter ขังทีมนักสืบไว้ในบ้านที่กำลังจะจมลงสู่ใต้พิภพ  

 

ทั้งหมดพยายามเอาตัวรอดและนำนาฬิกาโบราณหนีออกมาได้ทัน ก่อนที่คฤหาสน์ทั้งหลังจะจมหายไป ทิ้งไว้เพียงแต่หลุมขนาดใหญ่ที่ลึกเกินหยั่งถึง

Cut Scene 1/6/54 [Alastor],[Illen]

posted on 01 Jun 2011 15:14 by wodthailand
Alastor's Cut Scene
 
 
Reversed History

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น   ชายร่างผอมบางวางถาดเปล่าที่ถืออยู่  แล้วเดินไปที่ต้นเสียงอย่างช้าๆ
“ฮัลโหล ที่นี่บ้านคุณมอร์เฟอุส ต้องการเรียนสายกับผู้ใดครับ” เซบาสเตียนกล่าว
.......เสียงปลายสายดังขึ้น....



เมื่อ เซบาสเตียนเดินถือถาดเปล่ามาที่ห้องอาหาร  อลาสเตอร์เพิ่งจะเสร็จจากอาหารเช้า  บนโต๊ะอาหาร “เดอะ เฮราด” เล่มเช้าวันอาทิตย์  ถูกวางไว้ใกล้ๆกับจานขนมปังและถ้วยชาที่ว่างเปล่า   
“คุณ อลาสเตอร์ครับ  คุณแอสโตร แจ้งว่า พบนาฬิกาโบราณ ถูกซ่อนอยู่ในทางใต้ดินใต้ป้อมปราการแล้วครับ  เขากำลังจะส่งมันมา คาดว่าคงถึงพรุ่งนี้”

--------------------------------------------------------------------

อลาสเตอร์ จ้องมองนาฬิกาโบราณที่เพิ่งถูกส่งมา  ตัวเรือนทำด้วยไม้วอลนัท แกะสลักลวดลายแบบวิคตอเรียน ตัวเรือนมีสภาพทรุดโทรม ตามกาลเวลา  แต่ไม่มีร่องรอยความเสียหายอื่นๆ   เวลาบนนาฬิกาหยุดนิ่งที่ 11.32  เขามองมันอย่างถี่ถ้วน และพอใจกับสิ่งที่เห็น
“เพราะแบบนี้สินะ แกถึงยังอยู่   ถ้าฉันเอามาซ่อมใหม่  คงจะไม่มีปัญหา”  อลาสเตอร์พึมพำ  ก่อนที่เขาจะเดินออกไป



......อลาสเตอร์เดินมารับโทรศัพท์ 
“ได้ยินว่ามีคนบุกรุกบ้านคุณ เมื่อวันก่อน?” เสียงปลายสายมาจากเควนติน มอเรตติ เพื่อนที่เขาเจอที่ไชน่าทาวน์เมื่อครึ่งปีก่อน
  “อะไรนะ  คุณไปได้ยินมาจากใหน”
“ผมเห็นข่าวว่าบ้านคุณโดนถล่มเละ และเห็นบอกว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อยสองราย”
อลาสเตอร์นิ่งไปครู่หนึ่ง  แล้วตอบกลับไป
“ผมไม่รู้ว่าคุณกำลังพูดถึงเรื่องอะไร ขอผมตรวจสอบดูก่อน ว่าแต่พรุ่งนี้คุณสะดวกใหม ผมมีอะไรจะให้คุณดูซะหน่อย...”

------------------------------------

 แสง อาทิตย์ยามเย็นสาดให้เห็นร่างของคนสองคน ยืนอยู่หน้าคฤหาสน์มอร์เฟอุส  ทั้งสองจ้องมองนาฬิกาข้อมือของตน  ซึ่งกำลังเดินถอยหลังอย่างรวดเร็ว เมื่อวันที่ บนเรือนถูกเลื่อนมาเป็นวันก่อนหน้า  ทุกอย่างก็หยุดลง
ทั้งสองเดินเข้าไปในบริเวณคฤหาสน์
เมื่อ พวกเขาเปิดประตูหน้าเข้าไปข้างใน กลับพบว่าในบ้านนั้นค่อนข้างมืด  แทบมองไม่เห็นอะไรเลย   ชายคนหนึ่งขยับมือเล็กน้อย  อยู่ๆไฟในห้องโถงก็สว่างขึ้น
สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าของพวกเขาทั้งสองคือ นาฬิกาโบราณที่วางอยู่ใจกลางบ้าน ราวกับถูกตั้งรอพวกเขาอยู่  หน้าปัดของมันถูกแก้ไขซ่อมแซมอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน    มีใครบางคนอยู่ที่นั่นด้วย    อย่างไม่ทันตั้งตัว ความสงบเยือกเย็นเมื่อครู่ก็ถูกแทนที่ด้วยความกลัวและความดีใจผสมปนเปเข้า จู่โจมในจิตใจ 



ขณะที่ทำการปิดกระจกหน้าปัดลง  อลาสเตอร์รู้สึกเหมือนมีคนจ้องมองอยู่   มีใครคนอื่นอยู่ที่นี่ด้วย
เขาหันหลังกลับไปดู  ก็เห็นชายแปลกหน้าสองคน ทั้งสองต่างหันปืนพกมาที่อลาสเตอร์
อลาสเตอร์รู้ดีว่าคนพวกนี้คงมาที่นี่เพราะนาฬิกาเรือนนี้   และคงจะฆ่าเขาเพื่อให้ได้มันไป 
เมื่อ อลาสเตอร์ พยายามที่จะควบคุมจิตใจชายทั้งสอง  เขารู้สึกเหมือนสติล่องลอย  ชายคนหนึ่งพูดอะไรบางอย่าง ซึ่งเขาได้ยินไม่ชัดเจน  ทันใดนั้นเสียงปืนก็ดังขึ้น  กระสุนเฉียดแขนของอลาสเตอร์ไปหน่อย.....    แล้วทุกอย่างก็ดับมืดลง

--------------------------------------------------------------------------------

เสียง ปืนดังสนั่น  แม้เควนติน มอเรตติ จะรู้จักอลาสเตอร์ มอร์เฟอุส ในฐานะนักธุรกิจธรรมดาคนหนึ่ง  เขาก็มั่นใจว่า อลาสเตอร์เป็นคนพิเศษกว่านั้น  มีอะไรบางอย่างเกี่ยวกับชายคนนี้   เควนตินพุ่งเข้าช่วยชีวิตอลาสเตอร์จากกระสุนสังหาร   
ส่งผลให้เควนติ นเองกลับเป็นฝ่ายรับกระสุนแทน  ร่างของเขาล้มลงไปพร้อมๆกับอลาสเตอร์  ก่อนที่จะหมดสติ  เขายังมีคำถามหลายอย่างวนเวียนในใจ  เขาเริ่มไม่แน่ใจว่า อลาสเตอร์อาจจะสะกดจิตเขาให้มารับกระสุนแทนหรือเปล่า  เพราะ  ก่อนหน้านี้อลาสเตอร์ก็ได้พยายามสะกดจิตคนเหล่านี้มาทีแล้ว
เสียงนาฬิกาตีบอกเวลา ดังสนั่น ซ้ำแล้วซ้ำอีก 
เควนตินรู้สึกหัวหมุนติ้ว ร่างของเขาชาไปเพราะพิษบาดแผล มือของเขาเริ่มหมดเรียวแรง จนไม่สามารถจับปืนคู่ชีพได้อีก



นาฬิกาตีส่งเสียงอย่างต่อเนื่อง   ครั้งที่ 7     ครั้งที่ 8    ครั้งที่ 9......   อีกไม่นานทุกอย่างจะจบลง…
ร่าง ที่ได้รับบาดเจ็บ ดิ้นทุรนทุราย  ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด อยู่เบื้องหน้านาฬิกาที่กำลังทำงาน     แต่ทันใดนั้นเอง เขาเหมือนจะได้สติกลับคืนมา  มีพลังบางอย่างส่งผ่านร่างกายที่อ่อนแรงนั้น  เขาค่อยๆรวบรวมสติมองไปรอบๆ  เห็นทั้งสองยังคงยืนอยู่ที่เดิม   แม้จะรู้ตัวว่าไม่รอด แต่เขาก็ดิ้นรนครั้งสุดท้าย หยิบปืนที่ตกอยู่ ชี้ไปทางร่างของชายคนหนึ่งซึ่งหันหลังอยู่ไม่ระวังตัว  พร้อมกับลั่นไกเป็นครั้งสุดท้าย

-------------------------------------------------------

บทส่งท้าย

“คุณว่ามีใครบางคนพยายามจะช่วยพวกเรา งั้นหรือ?”  เควนตินถามย้ำอีกครั้งหลังจากแทบไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“ไม่ ใช่ “จะ” แต่ช่วยแล้ว   อย่างน้อยก็หนึ่งครั้ง เท่าที่ผมรู้” เควนตินตอบโดยที่ยังไม่ละสายตาจากนาฬิกาปริศนาที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งเข็มหน้าปัดหยุดนิ่งไว้ที่ 11.32 น.
“ผมนึกว่าคุณซะอีก ที่เป็นคนสะกดจิตพวกนั้นให้ออกไปข้างนอก   หรือคุณบอกว่าคนอื่นเป็นคนทำ”
“เปล่า เรื่องนั้นผมทำเองแหละ ครูจิตวิทยาผมเป็นคนสอนเทคนิคนี้เอง” อลาสเตอร์โกหกหน้าด้านๆ
"แล้ว นาฬิกานั่นอีก  สรุปว่าเพราะนาฬิกานั่น  ทำให้พวกนั้น......  " เควนตินไม่รู้ว่าจะบรรยายสิ่งที่เขา เห็นอย่างไร   "กลายเป็นแบบนั้น...."
อลาสเตอร์พยักหน้ารับ  พร้อมกับเิริ่มเดินสำรวจรอบๆนาฬิกา
 “....แต่ คุณบอกว่า  เมื่อวันอาทิตย์มีคนทำร้ายคุณ และเผาบ้านคุณ  แล้วพวกมันก็มาอีก แต่ในครั้งที่สองพวกเขาไม่ได้เผาอย่างงั้นเหรอ....นั่นมันหมายความว่ายังไง”
“พวก นั้นไม่ได้มาสองครั้ง” อลาสเตอร์เริ่มเหนื่อยใจที่จะอธิบาย  “ในอดีตที่ถูกเปลี่ยนแปลง  พวกผู้บุกรุกได้มาที่นี่ก่อนแล้ว   แต่สิ่งที่เรารับรู้ว่าเกิดขึ้น  คืออดีตถูกสลับสับเปลี่ยนต่างหาก”

เควนตินเอ่ยปากเหมือนจะถามอะไรต่อ   แต่อลาสเตอร์ก็เดินหนีออกไปจากห้องเสียก่อน  ไม่ปล่อยให้เขาได้มีโอกาส
 
========================================================
 
Illen's Cut Scene
 
"ดาห์เลีย ว่างไหม...ไปธุระในเมืองกับผมหน่อยสิ" อิลเลนถาม
"ไม่ไปได้ไหมล่ะ ?" ดาห์เลียละมือจากงานที่ทำอยู่หันมามองหน้าเขา
"เอ่อ..." เขาอ้ำอึ้ง
"ถ้าจะให้ชั้นไปก็ไม่ต้องถาม ถ้าถามนี่หมายถึงว่าชั้นเลือกที่จะไม่ไปได้ แต่นี่ดูเหมือนคุณยังไงก็จะให้ฉันไปด้วย" ดาห์เลียร่ายยาวใส่อิลเลน ก่อนที่จะลุกจากเก้าอี้ไปหยิบกระเป๋า
 
วันนี้เธอใส่ชุดกระโปรงสีเทา เสื้อเสว็ตเตอร์สีชมพู ทับเสื้อเชิ๊ตสีขาว หน้าตาคม ผมลอนยาวสีแดงธรรมชาติ
 
อิลเลนยืนนิ่งไปสักพักเหมือนกับถูกคาถาสะกดนิ่ง เวลาเหมือนจะหยุดหมุน 'เพื่อนคุณน่ารักนะคะ น่าเสียดายแย่ถ้าปล่อยให้ใครไป' เสียงของอลิซดังขึ้นมาในหัว พร้อมแว่วเหมือนเสียงหัวเราะของเด็ก
 
"จะยืนจ้องฉันอีกนานไหม ชุดนี้สวยล่ะสิ ดีแล้วที่คุณตาถึง" ดาห์เลียยืนเท้าเอวรอเขาอยู่
อิลเลนกลับมาพูดได้อีกครั้ง "สวยสิ คุณน่ะเป็นคนสวยที่จะเป็นโสดเพราะนิสัยปากร้ายนั่นล่ะ" เขาพูดพร้อมหอบกระเป๋าใบสีเหลืองใหญ่ไปด้วย
"นั่นคุณจะแบกกระเป่านั่นไปทำไมน่ะ อย่าบอกนะว่าคุณจะไปหาซิลวิโอที่ไชน่าทาวน์"
"ก็ใช่น่ะสิ คุณนึกว่าผมจะชวนคุณไปเดทหรือยังไง"
ดาห์เลียถอนหายใจ "...ไปกันเถอะ..." และเดินไปทางประตูสำนักงาน ไม่ทันที่จะเห็นอิลเลนยิ้มจางๆ
 
...ไชน่าทาวน์...
 
"มาที่นี่กี่ครั้ง ก็ดูเหมือนว่าจะมีของแปลกๆมาขายทุกครั้งเลยนะ" ดาห์เลียเดินดูแผงขายของระหว่างทาง
"ก็จริงนะ แต่ผมชอบของกินที่นี่นะ เดี๋ยวหลังจากจัดการธุระเสร็จมานั่งหาอะไรกินกันเถอะ"
"ก็ดี แต่อย่าชวนฉันกินอะไรแปลกๆนะ มัน...น่าขยะแขยง" ดาห์เลียพูดเมื่อเดินผ่านแผงขายแมลงทอด
 
วันนี้คนในตลาดดูเหมือนจะพลุกพล่านเป็นพิเศษกลิ่นเครื่องหอมลอยทั่วบริเวณ อิลเลนเดาได้เลยว่าเขาจะต้องมีงานไหว้อะไรสักอย่างแน่ๆ หนึ่งในเรื่องที่เขาทึ่งคือคนเอเซียในย่านนี้หาเทศกาลมาไหว้ขอพรได้เป็นประจำ
 
เขาสะกิดอาแปะแถวนั้นแล้วถามอะไรบางอย่างด้วยภาษาจีน ก่อนที่จะได้รับคำตอบกลับมาเป้นภาษาจีนเช่นกัน
 
"ที่คุณพูดภาษาจีนได้ด้วยเหรอ" ดาห์เลียแทบจะทำหน้าตาประมาณว่า 'ไม่น่าเชื่อ' ออกมาเลย
"มีอีกหลายเรื่องที่คุณยังไม่รู้ ผมเก่งนะ" อิลเลนยิ้ม "ผมถามเขาว่าวันนี้มีเทศกาลไหว้อะไร"
"แล้วเขาไหว้อะไรกันล่ะ"
"ไหว้วิญญาณคนตายทั่วๆไปแบ่งส่วนบุญให้พวกเขาได้ไปเกิดไม่ต้องเร่..." อิลเลนหยุดพูด แล้ววิ่งออกไปทันที
 
"แฟรงค์ !! แฟรงค์!!" เขาตะโกน ก่อนที่ดาห์เลียจะจับแขนเขารั้งไว้
"เป็นอะไร คุณเจอใคร" ดาห์เลียถาม ท่าทางตกใจในท่าทีของอิลเลน
"คู่หูเก่าผม ผมเห็นเขาเดินอยู่ในฝูงคนตรงนั้น แล้วพอผมตะโกนเรียก เขาก็เหมือนหายไปแล้ว"
"แฟรงค์...ใช่คู่หูของคุณที่คุณบอกว่าเขาตายไปแล้วหรือเปล่า"
อิลเลนพยักหน้ารับ
"แน่ใจนะว่าคุณเห็นเขา ไม่ใช่เห็นภาพหลอน"
"ไม่แน่ใจ...ผมไม่แน่ใจ"เขาส่ายหน้าและออกเดินต่อ
 
อิลเลนมั่นใจว่าเขาเห็นอะไร ซึ่งนั่นก็คือแฟรงค์แน่ๆ แต่แฟรงค์ตายไปแล้ว แล้วที่เขาเห็นนั่นมันคืออะไร ''อลิซ' หรือ 'ฮันน่าห์' เล่นตลกกับเขาหรือเปล่า ... ความคิดเขาสับสนไปหมด
 
เข้ามาในบาร์ "แฟต โทนี่" ทุกคนให้ความสนใจในการมาของเขามากจนทุกสายตาในบาร์แทบจะมองมาในทางเดียวกัน ... อันที่จริงแล้วพวกเขาน่าจะมองดาห์เลียมากกว่า
 
"โอ้ เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นหน้าแกแล้วรู้สึกเบิกบานนะเนี่ย" ซิลวิโอหัวเราะ และจับมือดาห์เลีย ก่อนก้มลงจูบที่หลังมือ
"นี่คือเหตุผลที่คุณพาฉันมาด้วยใช่ไหม" ดาห์เลียกระซิบถามอิลเลน
"ก็...ไม่เชิง... โอ้ย !! "เขากระซิบตอบ ตามด้วยส้นสูงของดาห์เลียที่กระแทกลงที่เท้าของเขาอย่างจัง
 
ซิลวิโอเดินนำคนทั้งสองผ่านประตูด้านข้างเข้าไปในส่วนของออฟฟิศเขาทิ้งลูกน้องสองคนเฝ้าไว้ที่ประตูเสมอ
 
ซิลวิโอขยับเก้าอี้ให้ดาห์เลียนั่ง ก่อนที่จะขยับตัวอวบๆของเขาไปนั่งด้านตรงข้าม ทันทีที่อิลเลนสะกดความเจ็บไว้ได้เขาก็เขยกไปนั่งลงข้างๆดาห์เลีย
 
"มีอะไรในกระเป๋านั่น" ซิลวิโอ มองมายังกระเป๋าสีเหลืองที่เขาแบกมาด้วย
อิลเลนวางกระเป๋าลงบนโต๊ะและเปิดออกให้เห็นของด้านใน
"AWP .308 Winchester และ SMG P5K 10mm" เขาพูดและพิจารณาปืนในกระเป๋า
ซิลวิโอวางปืนลง เอนหลังพิงเก้าอี้ "ของพวกนี้ติด RFID นายไปได้มายังไง"
"ข่าวเร็วๆนี้เกี่ยวกับเมืองไฟไหม้..." อิลเลนพูดยังไม่ทันจบ ซิลวิโอก็ยกมือให้รู้ว่าพอแล้ว
"โอเค งั้นเข้าใจแล้ว ฉันก็ได้ข่าวมาเหมือนกัน...โอเค แล้วทีนี้ไอ้ปืนพวกนี้จะให้ฉันทำอะไร"
"ปลด RFID, เทรดอิน, หรือแลกปืนอื่น อะไรก็ได้ ปืนพวกนี้เหมือนค่าจ้างของฉัน ดังนั้นทำอะไรก็ได้ให้ฉันใช้งานมันได้ เท่านั้นเอง" อิลเลนชี้แจง
 
"อืม ได้ไม่ยากเกินไป แต่ฉันจะได้อะไรตอบแทน" ซิลวิโอถาม
อิลเลนหยิบดาบที่ถูกห่ออยู่ในเสื้อคลุมสีดำออกมายื่นให้ซิลวิโอ
"โอโห งานที่แล้วแกจัดการไปสนุกมือเลยนะน่ะ" ซิลวิโอยิ้มเมื่อมองดาบยาวที่มีลวดลายแกะสลักอยู่
"ก็นิดหน่อย อันนี้ได้มาจากเพื่อน" อิลเลนยิ้มจริงใจ แต่ซิลวิโอกลับขมวดคิ้วมองเขา
"ก็พอไหว เหมาะกับของสะสมของฉันพอดี ขอเวลาสัก 2-3 วันเดี๋ยวจะติดต่อกลับไป" ซิลวิโอโบกมือเป็นสัญญานว่ากลับไปได้แล้ว
 
 
==================================================

Post Session 28/5/54

posted on 30 May 2011 19:15 by wodthailand
Post Session 28/5/54
GM : Blanket_Ghost
 
 
ณ เวลายามเที่ยงคืนกว่า ณ ตึก Apartment แห่งหนึ่งในเมือง Eastbourne สหราชอาณาจักร

ผู้หญิง คนหนึ่งกำลังคุยโทรศัพท์อยู่ในห้องที่เปิดไฟสีส้มไว้สลัวๆ เธอแต่งตัวในชุดสีดำทั้งตัว รอบๆตัวเธอนั้นมีพรรคพวกของเธออยู่ประมาณ 7-8 คนที่แต่งตัวคล้ายๆกันอยู่ในห้องเดียวกัน

"อืม.. เข้าใจแล้ว ขอบคุณมาก" เธอคุยโทรศัพท์เสร็จแล้วก็เธอวางสายลง

ประตูห้องค่อยๆถูกเปิดเข้ามาอย่างช้าๆ เธอหันไปมองทางประตูที่ดูเหมือนจะเปิดด้วยตัวเองแล้วบอกว่า

"เหนื่อยหน่อยนะ Karen.. เลิกหายตัวได้แล้ว"

เงา มืดค่อยๆสลายตัวลงรอบๆทางเข้าห้อง เผยให้เห็นรูปร่างของคนๆหนึ่งที่สวมเสื้อคลุมมีฮู้ดอยู่ เขาเอาฮู้ดลงพร้อมกับสะบัดผมที่ยาวเซอๆของเขา

"พวกเราหายกันแล้วสินะ Bianca แล้วอย่าลืมที่ตกลงกันไว้ล่ะ เธอไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกคุณหรือเรื่องนี้ใดๆทั้งสิ้น เข้าใจไหม" Karen พูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยจะพึงพอใจสักเท่าไหร่นัก

"ทางเราเข้าใจ พวกเราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากให้เธอคนนั้นไปกับพรรคพวกของเธอด้วย ทั้งนี้เพื่อเพียงเป็นหลักประกันว่าทั้งพรรคพวกของเธอและเธอต่างสามารถบรรลุ ภารกิจได้สำเร็จ"

"ว่าง่ายๆ จับลูกพี่ลูกน้องคนอื่นเป็นตัวประกันสินะ..."

"อย่า พูดแบบนั้นสิ ทั้งทารกเองทั้งพวกเราและพันธมิตรของเราที่ Nuremberg เองก็เสี่ยงเหมือนกันนะ พวกเค้าต้องไปแย่งชิงตัวเด็กมาทั้งๆที่เมืองลุกเป็นไฟและต้องต่อสู้กับ แก๊งค์ท้องถิ่นที่ได้ตัวเด็กมาอีกต่างหาก" Bianca พูดเหมือนไม่รู้สึกถึงน้ำหนักหรือความหนักหนาของเรื่องที่พูดเลยแม้แต่น้อย

"ทำตามที่ตกลงไว้ก็พอ... พวกเราหายกันและ Recette... เธอจะต้องจำสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ มันโหดร้ายเกินไปสำหรับเธอ"

"ชั้น ขอสัญญาเลยว่า เธอจะจำสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ แต่ก่อนอื่น...ชั้นมีเรื่องต้องเคลียร์กับนายอีกข้อ..." น้ำเสียงของ Bianca เริ่มแปรเปลี่ยนไป น้ำเสียงเธอเริ่มฟังดูน่ากลัวขึ้น มือของเธอข้างนึงค่อยๆเอื้อมไปที่แขนเสื้อของเธอ ทำท่าเหมือนจะถลกแขนเสื้อออกได้ทุกเมื่อ

"มีคนอื่นนอกจาก พวกเรา เธอ เพื่อนของเธอ และญาตเธอ ที่รู้เรื่องเด็กนี่... เธอไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใช่มั้ย" Bianca ถาม Karen ด้วยน้ำเสียงกึ่งข่มขู่ พร้อมทั้งจ้องมองไปที่ตาของ Karen

"ผมไม่รู้" Karen ตอบพร้อมกับจ้องตาเธอกลับ เขาไม่มีส่วนเกี่ยวใดๆเกี่ยวกับเรื่องนี้จริงๆ

".....ก็แล้วไป แต่ Karen ก่อนที่นายจะไป ชั้นอยากจะถามคำถามเดิมนั่นอีกครั้ง.."

Karen นิ่งไปซักพักนึง เขานึกย้อนไปถึงวันแห่งโชคชะตาวันนั่น วันที่เขาข้ามไปยังอีกฝั่งของแม่น้ำและเป็นวันที่เขาได้กับพบ Bianca เป็นครั้งแรกด้วยเช่นเดียวกัน...

"คำตอบของผมยังคงเป็น [ไม่] อยู่เช่นเดิม Bianca" Karen ตอบน้ำเสียงเบาๆ ใจหนึ่งเขาสำนึกในบุญคุณที่ Bianca เคยทำกับเขาไว้ แต่เขาก็อยากจะมีอิสระ ไม่ผูกมัดกับใครด้วยเช่นกัน

Karen เดินมาที่ประตูห้อง เปิดมันออกแล้วค่อยๆเดินออกมาด้านนอก ก่อนที่เขาจะพ้นระยะสายตาของ Bianca ไป เขาหันกลับมาบอกเธอว่า

"Recette อยู่ข้างล่าง ข้างๆรถของเธอ.. รีบๆทำให้เธอลืมซะ..แล้วคราวหน้าถ้ามีเรื่องอะไร ให้ผมทำคนเดียวพอ ผมไม่อยากให้ใครมาเดือดร้อนแทน คุณ Illen หรือ Recette ไม่ว่าใครก็ตาม"

"เธอ ก็รู้นี่ว่างานนี้มันเป็นไปไม่ได้ทเธอจะเกี่ยวข้องโดยตรง..และ Karen.. จำไว้นะว่า หงส์ทมิฬยังมีที่ว่างรอให้เธออยู่ มันคือพรหมลิขิต สักวันเธอจะต้องมาเป็นหนึ่งในพวกเราอย่างสมบูรณ์..."
 
===================================================
 
Roid's Order
 
 
- สามารถบันทึกภาพ/เสียง จากกล้องรูเข็มที่ติดตั้งในตัวแว่นตาได้
- สามารถถ่ายภาพนิ่งได้ด้วย
- เก็บข้อมูลด้วย Memory Micro SDHC 8gb
- แบตเตอรี่เปิดใช้งานกล้อง 4 ชม // เปิดพร้อมจอ display 3 ชม
- จอแสดงผลขนาดเล็กที่ติดตั้งบนแผ่นหน้าจอขนาดบางบนเลนส์แว่น
- ลำโพงขนาดเล็กใช้ฟังเสียง และอัดเสียง
- สายชาร์จ USB
 
แว่นกันแดดที่แฝงมาด้วย function ล้ำยุคทั้งถ่ายวิดีโอแบบ HD อัดเสียง และยังมีหน้าจอที่สามารถ Display ภาพที่กำลังอัดอยู่ได้
 
Breakthrough Technology
Cost : (•••)
 
ไม่สามารถโดนน้ำได้ และสามารถทอย Wit+Science เพื่อดูได้ว่าแว่นนี้เป็นแว่นธรรมดาหรือไม่ (อาจจะมี Drawback แล้วแต่ GM จะเล่น)
 
ในเวลาที่หน้าจอ display ทำงานอยู่ตัวผู้เล่นจะ -1 penalty ในการ roll ทุกอย่างที่เกี่ยวกับการมองเห็น
 
=======================================================

Cut Scene during Session

posted on 24 May 2011 21:07 by wodthailand
 
Illen มองดูผนังในห้องทำงานของเขา ตู้เก็บของที่เขาสั่งซื้อมาใหม่ ฝังตัวอยู่ในผนัง พร้อมกับล็อครหัส และที่แสกนลายมือ
 
"โอ้โห นี่สำนักงานเราไปถูกหวยอะไรมาหรือไงคะเนี่ย" Dahlia เดินเข้ามาพร้อมเอกสารในมือ พูดด้วยน้ำเสียงกระแนะกระแหน
 
Illen มองค้อนใส่ Dahlia "ผู้หญิงนี่ก็นะ" เขากดรหัสและเอามือไปทาบลงบนหน้าจอ
 
"ติ๊ดด" เสียงดังขึ้นเบาๆ ราวกับหนังไฮเทคชั้นดี ต่างกันแค่ภายในตู้นั้นเหมือนจะไม่มีของอะไรอยู่มากนัก
 
"หืมมมมมมมม น่าสนใจ ชั้นตื่นเต้นเลยนะเนี่ย" Dahlia ลากเสียงยาว หยอกเย้าไม่เลิก
 
"นี่ผมเอาไว้เก็บของของผม คุณบอกเองนี่ว่าให้ผมหาที่เก็บมันซะที"
 
"มันไม่ 'กว้าง' ไปหน่อยเหรอ สำหรับของที่คุณจะเก็บน่ะ" Dahlia เน้นเสียง "เท่าที่ฉันดูคุณมีแค่..."
 
"เอาน่ะๆ" เขารีบพูดตัดบท "เก็บทีละเล็กละน้อย เดี๋ยวก็เต็มตู้เอง" Illen ทำท่ามั่นใจเต็มที่ เหมือนเด็กอยากสะสมของเล่น
 
"แต่ 'เงิน' ก็ไม่เต็มบัญชีสักที" Dahlia พูดแล้วเดินออกจากห้องไป
 
ทิ้งให้เขาจัดปืน 2-3 กระบอกและเครื่องกระสุนลงในตู้ที่ยังมีที่ว่างอยู่อีกมากโข 'เดี๋ยวของที่สั่งก็มาแล้วน่า' เขาคิดในใจ
 
'...ถ้าไม่ปากร้ายขนาดนี้ก็น่ารักดีหรอกนะ...' Illen ทำมือเหมือนจะบีบคอใครสักคน
 
'เอาสิ...ถ้าเธอไม่อยู่ฉันจะได้เข้ามาในสำนักงานนี้เองเลย ฮะฮะ' ต้นเสียงมาจากมุมหนึ่งของห้อง Hannah ยืนอยู่ในเงามืด
 
"คุณมาที่นี่ทำไม"
 
'ฉันก็แวะมาหา...คุณ...เพื่อนของคุณ...และรวมถึง Demon ของคุณ' Hannah เดินไล้มือไปตามเครื่องเรือนต่างๆในห้อง และนั่งลงบนเก้าอี้
 
'ที่นี่ก็ดูน่าสบายดีนะ ฉันเองก็ไม่รู้จะทำอะไร อาจจะมาเยี่ยมคุณบ่อยขึ้นล่ะมั้ง แล้ว Alice ล่ะ' เธอพูดพร้อมทั้งมองหาในห้อง โดยทำท่าเหมือนไม่ได้ให้ความสนใจ Illen เท่าไรนัก
 
สักพักก็มีเด็กหญิงคนหนึ่งเดินออกมาจากด้านหลังของเบาะ Hannah ส่งยิ้มให้เธอ และเอามือไปลูบหัว
 
"เฮ้ !! อะไรเนี่ย นี่ Alice เธอ...มานี่เลย...มานี่"
 
'ไม่เห็นจะต้องดุนี่นา เด็กคนนี้ต้องการความรักเท่านั้นเอง ครอบครัวจะอบอุ่นได้ยังไงถ้าไม่มีทั้งพ่อและแม่' Hannah ส่งสายตาหวานมาทาง Illen ทำให้เขาสะอึกไป
 
"ทำไมวันนี้ผมเจอแต่ผู้หญิงที่ไม่ได้ดั่งใจนะเนี่ย !!" เขากัดฟันกรอด เดินตึงตังออกจากห้องไป ทิ้งให้ Hannah และ Alice อยู่ด้วยกัน
 
"ผมจะไปหา Silvio สักพักฝากดูสำนักงานด้วย" Illen พูดกับ Dahlia และรีบคว้าเสื้อนอกของเขาออกประตูสำนักงานไปก่อนที่ Dahlia จะได้พูดอะไร
 
================================================
 
Illen 's Order
 
5.56 NATO Round x 36 (•)
.38 HE Round x 24 (•)
 
Return
 
Kevlar Vest x 1 (••)
 
=================================================
 
 
Alastor 's Order
 
Cane Sword x1 [1L] (•) *ตัวดาบซ่อนอยู่ในไม้เท้า
 
================================================

Post Session 21/5/54

posted on 23 May 2011 13:33 by wodthailand
Session : 21/5/54
GM : Roid
 
ณ อาคารสูงแห่งหนึ่งใจกลางเมือง
 
 
หญิงสาวคนหนึ่ง แต่งตัวท่าทางภูมิฐานเดินหอบเอกสารปึกใหญ่ เดินไปเข้าในลิฟท์ที่อยู่ด้านหลังสุดของอาคาร พร้อมกับกดชั้นในลิฟท์ มั่วไปมาราวกับเด็กเล่นซน แล้วจู่ๆ เสียงจากลิฟท์ก็ดังขึ้น

"รหัสผ่านถูกต้อง... กรุณายืนยันม่านตา"

"ชั้น ละเบื่อขั้นตอนจริงๆ" หญิงสาวบ่นพลางเอามือกดที่จอแสดงเลขชั้น ทันใดนั้นจอแสดงผลก็เลื่อนลงเปิดเป็นรูกลวง จากนั้นหญิงสาวก็เอาตาไปใกล้ๆ รูเพื่อที่จะให้ระบบทำการยิงเลเซอร์เพื่อแสกนม่านตา

"ยืนยันม่านตาถูกต้อง... Access Grant ยินดีต้อนรับ Dr.Sylvia"

หลัง สิ้นเสียงพูด ลิฟท์ก็ทำการเคลื่อนที่ ตัวเลขบอกชั้นแสดงเลขติดลบไปเรื่อยๆ จนมาหยุดที่ -9 เมื่อประตูลิฟท์เปิดออก ก็พบกันห้องโถงกว้าง ที่พื้นของห้องโถงมีสัญลักษณ์ขนาดใหญ่ถูกวาดไว้อยู่
 
ภายในห้องโถง เต็มไปด้วยคนแต่งชุดกราวน์เดินขวักไขว่ หญิงสาวเดินตรงไปโดยไม่สนใจใครแล้วหยุดที่หน้าห้องๆ หนึ่ง บนบานประตููนั้นมีเครื่องหมายเช่นเดียวกับที่พื้นติดอยู่

หญิงสาวยืนจับเครื่องแต่งกายให้เข้าที่เล็กน้อยก่อนจะเคาะประตู

"ก๊อก...  ก๊อก..."

"เข้ามาได้"

มี เสียงตอบกลับมาจากภายในห้อง เมื่อหญิงสาวเปิดประตูเข้าไปก็พบกับชายวัยกลางคนท่าทางดูมีอำนาจ กำลังนั้งเซ็นต์เอกสารบนโต๊ะ หญิงสาวเดินเอาเอกสารไปวางไว้บนโต๊ะพร้อมกับเลื่อนเก้าอี้ตรงหน้าแล้วนั่งลง โดยไม่รอคำเชิญ
 
"นี่ค่ะ ผลการแสกนคลื่นสมองที่ท่านต้องการ"


ชายวัยกลางคนเงยหน้ามามอง พร้อมกับหยิบเอกสารมาเปิดผ่านๆ แล้วยิ้มที่มุมปาก


"ทำได้ดีมาก ว่าแต่ผลการใช้เครื่อง Electro Illusion Beta 3 เป็นอย่างไรบ้าง"


"ค่อน ข้างสมบูรณ์แบบค่ะ ทางเหยื่อทดลองไม่รู้ตัวเลยว่าโดนเครื่องนี้ทำการปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าไปโดย ตรงยังส่วนแปลผลของสมอง ทำให้เราสามารถสร้างภาพหลอนเพื่อหลอกได้ง่ายๆ"

"ดี มาก ยิ่งเราได้รูปแบบคลื่นสมองมาด้วยแบบนี้ ทำให้เราทำงานวิจัยได้ง่ายขึ้นอีก ทีนี้เราก็จะสามารถพัฒนาเครื่องมือให้สามารถใช้พลังได้เทียบเท่ากับ Mage และทำให้เราเข้าถึงความลับของการ Awakening ได้ในไม่ช้าแน่ ฮึๆๆ"

"ใช่แล้วค่ะ ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่วิทยาศาสตร์ทำไม่ได้ และในโลกนี้ไม่มีเรื่องลึกลับใดที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้"

"ขอบ คุณมาก Sylvia ไว้เดี๋ยวผมจะทำเรื่องขอเลื่อนตำแหน่งให้อีกที  ว่าแต่เย็นนี้คุณว่างไหมหล่ะ ผมจะขอเลี้ยงว่าที่ผู้อำนวยการคนใหม่ซะหน่อย"

"ขอบคุณมากค่ะ แต่ขอรับไว้แค่น้ำใจแล้วกัน ดิฉันมีธุระตอนเย็นค่ะ เดี๋ยวขอตัวก่อนนะคะ"

พูด จบเธอก็รีบเดินออกจากห้องโดยไม่สนใจชายคนนั้น พลางคิดว่าคงต้องไปขอบคุณ Alan นักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องที่ช่วยประดิษฐ์ระบบกลไกต่างๆ ที่ช่วยให้เธอดำเนินงานไปได้อย่างราบรื่นซะหน่อย....
 
 
==============================================